การออกแบบงานรั้วในโครงการก่อสร้างไม่ได้พิจารณาเพียงความแข็งแรงของโครงสร้างรั้วเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศและระดับดินโดยรอบ เนื่องจากรั้วทั่วไปถูกออกแบบให้รับน้ำหนักของตัวเองและแรงลมเป็นหลัก ไม่ได้ถูกออกแบบให้รับแรงดันด้านข้างจากมวลดิน ดังนั้น ในกรณีที่พื้นที่มีความแตกต่างของระดับดินหรือมีการปรับระดับพื้นที่ จึงจำเป็นต้องออกแบบกำแพงกันดินเพื่อรองรับแรงดันดินและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแนวรั้ว
กรณีแรก คือ พื้นที่ที่มีระดับดินสองด้านของรั้วไม่เท่ากัน เช่น โครงการที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดชัน หรือพื้นที่ซึ่งมีการตัดดินและถมดินเพื่อปรับระดับ เมื่อเกิดความแตกต่างของระดับดิน จะมีแรงดันดินกระทำต่อแนวรั้วอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการก่อสร้างกำแพงกันดินเพื่อรับแรงดังกล่าว อาจทำให้รั้วเกิดการเอียงตัว แตกร้าว หรือพังทลายได้
กรณีที่สอง คือ พื้นที่ที่มีการถมดินเพื่อยกระดับพื้นที่ภายในโครงการ โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรร โรงงาน อาคารพาณิชย์ หรืออาคารสาธารณะ ซึ่งมักมีการถมดินให้สูงกว่าพื้นที่ภายนอกเพื่อป้องกันน้ำท่วม เมื่อระดับดินภายในสูงกว่าภายนอก จะเกิดแรงดันดินต่อแนวรั้ว จำเป็นต้องใช้กำแพงกันดินเพื่อรองรับแรงดังกล่าวและรักษาความมั่นคงของพื้นที่
กรณีที่สาม คือ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะของดินจากน้ำฝนหรือการไหลบ่าของน้ำผิวดิน โดยเฉพาะบริเวณเชิงลาด พื้นที่ริมคลอง ริมแม่น้ำ หรือพื้นที่ที่มีการระบายน้ำผ่านแนวรั้ว การติดตั้งกำแพงกันดินร่วมกับระบบระบายน้ำจะช่วยลดการชะล้างของดินและป้องกันการทรุดตัวของฐานรากรั้ว
กรณีที่สี่ คือ พื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การก่อสร้างรั้วชิดแนวเขตที่ดิน หรือพื้นที่ในเขตเมืองที่ไม่สามารถปรับความลาดเอียงของดินได้ การใช้กำแพงกันดินช่วยให้สามารถรักษาระดับดินได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่เพิ่มเติม และช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับพื้นที่ข้างเคียง


