กำแพงกันดิน (Retaining Wall) มีไว้เพื่อ ป้องกันดินพังทลายและรับแรงดันดิน ในกรณีที่ระดับดินสองฝั่งไม่เท่ากัน หากไม่มีกำแพงกันดิน ดินจะค่อย ๆ ไหลหรือทรุดลงจนเกิดความเสียหายได้
สาเหตุหลักที่ต้องสร้างกำแพงกันดิน ได้แก่
- ป้องกันดินสไลด์
- เมื่อมีการถมดินให้สูงขึ้น หรือขุดดินให้ต่ำลง ดินจะเกิดแรงดันด้านข้าง
- กำแพงกันดินทำหน้าที่รับแรงดันนี้แทน ทำให้ดินไม่พังลงมา
- รักษาระดับพื้นที่
- ใช้เมื่อพื้นที่มีความต่างระดับ เช่น บ้านบนเนินเขา ถนน หรือสวนที่ลดหลั่นเป็นชั้น
- ทำให้สามารถใช้งานพื้นที่ได้เต็มที่
- ป้องกันความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง
- หากดินเคลื่อนตัว อาจทำให้รั้ว บ้าน ถนน หรือท่อสาธารณูปโภคแตกร้าวหรือทรุดตัวได้
- กำแพงกันดินช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้
- ควบคุมการกัดเซาะจากน้ำ
- ในช่วงฝนตก น้ำจะชะหน้าดินออก
- กำแพงกันดินร่วมกับระบบระบายน้ำจะช่วยลดการกัดเซาะได้
จำเป็นเมื่อไร?
โดยทั่วไปจะพิจารณาใช้เมื่อ
- มีการถมดินหรือขุดดินจนเกิดความต่างระดับประมาณ 1 เมตรขึ้นไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและการออกแบบ)
- พื้นที่ลาดชัน
- มีกำแพงหรืออาคารอยู่ใกล้ขอบดิน
- อยู่ใกล้ถนนหรือพื้นที่สาธารณะที่ไม่สามารถปล่อยให้ดินพังได้
กำแพงกันดินต่างจากกำแพงรั้วยังไง?
- กำแพงกันดิน ออกแบบให้รับแรงดันดินและแรงดันน้ำ จึงต้องมีฐานรากและเหล็กเสริมที่แข็งแรง รวมถึงมักมี ท่อระบายน้ำ (Weep Hole) เพื่อระบายน้ำหลังผนัง ไม่ให้แรงดันน้ำสะสม
- กำแพงรั้ว มีหน้าที่แบ่งเขตหรือป้องกันการเข้าออกเป็นหลัก ไม่ได้ออกแบบมารับแรงดันดิน หากนำไปใช้แทนกำแพงกันดิน อาจแตกร้าวหรือพังได้
หากเป็นงานสถาปัตยกรรมหรือวิศวกรรม เช่น โครงการบ้านที่หนูเคยทำ หากพื้นที่มีการถมดินหรือมีความต่างระดับรอบโครงการ การออกแบบกำแพงกันดินพร้อมระบบระบายน้ำที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการทรุดตัวและยืดอายุการใช้งานของโครงการทั้งหมด.


